As we prepare to break our fast tonight, let’s return to a passage that speaks directly to what we’ve been practicing.
In 1 Corinthians 9:24–27, Paul paints a picture of the Christian life that feels especially fitting for these past few days. He writes:
“24 Don’t you realize that in a race everyone runs, but only one person gets the prize? So run to win! 25 All athletes are disciplined in their training. They do it to win a prize that will fade away, but we do it for an eternal prize. 26 So I run with purpose in every step. I am not just shadowboxing. 27 I discipline my body like an athlete, training it to do what it should. Otherwise, I fear that after preaching to others I myself might be disqualified.”
It’s a clear image. Following Jesus is not casual. It requires focus, endurance, and intention.
When I was in elementary school, we had a yearly track and field day. For one afternoon, it felt like the Olympics. Everyone wanted to know who was the fastest in the class. At the finish line there was a thin blue ribbon that said “1st Place,” with your name written on it.
It probably cost almost nothing to make. But if you won it, it felt priceless. Not because of the ribbon itself, but because of what it represented.
I remember the burn in my legs, the temptation to slow down, and the joy of pushing through the pain to cross the finish line.
The believers in Corinth would have immediately thought of the Isthmian Games held near their city. Athletes trained for months. They denied themselves certain things and said no to comfort. No one stepped onto the track unprepared. Their goal was clear.
Paul says that’s what it looks like to follow Christ.
And in chapter 9, he connects discipline directly to mission. He talks about laying down his rights so nothing in his life would block the gospel. He wanted his life to match his message. He wanted people to see Jesus clearly and to be saved.
That connects directly to these past three days.
Fasting is training.
It reminds us we are not ruled by appetite. It exposes distractions in our lives. It reveals how quickly comfort can take first place. It brings us back to dependence on God.It asks an important question:
Is my life arranged around God’s Kingdom and mission, or around my own comfort?
Tonight, when you break this fast, pause before you eat.
Thank God for sustaining you through this time.
Thank Him for what He has shown you.
And then offer yourself to Him again.
You might pray:
“Lord, I am Yours. If anything in my life is slowing me down or getting in the way of this race, I surrender it. Use my life for Your glory. Let others see Jesus in me.”
Athletes train for a prize that fades. We are running for something eternal.
The prize is Christ…knowing Him, honoring Him, reflecting Him. Paul ran to finish well. He ran with eternity in view. But Paul is not the hero of 1 Corinthians 9.
Jesus is.
Paul could live with open hands because he had seen the One who stretched out His hands on the cross.
Jesus had every right to remain in glory. Every right to be served. Yet, as Philippians 2 tells us, He humbled Himself. He became a servant. He obeyed to the point of death on a cross. He carried our sin, bore our shame, took the judgment we deserved. And three days later, He rose again.
He ran His race all the way to the end.
Because He did, we have forgiveness. We have freedom. We have life.
We do not run to earn victory. Jesus has already won. We run because of Him. We run so our lives may bring Him glory and others can experience the salvation we have received.
Tonight, we eat again.
And tomorrow, we keep running…in His strength, for His glory, and for the salvation of others.
We look forward to praying together and breaking our fast as one family.
See you at 5pm.
อดอาหารวันที่ 3: วิ่งเข้าเส้นชัย
ในขณะที่เราเตรียมตัวออกจากการอดอาหารในคืนนี้ ให้เรากลับมาดูพระวจนะคำตอนหนึ่งที่สื่อถึงสิ่งที่เราได้ฝึกฝนกันมาโดยตรง
ใน 1 โครินธ์ 9:24-27 เปาโลได้วาดภาพชีวิตคริสเตียนที่รู้สึกว่าเข้ากันกับช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ เขาเขียนไว้ว่า
“24 ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพวกที่วิ่งแข่งนั้นก็วิ่งด้วยกันทุกคน แต่คนที่ได้รางวัลนั้นมีเพียงคนเดียว? จงวิ่งเหมือนผู้ที่จะชิงรางวัลให้ได้ 25 ส่วนนักกีฬาทุกคนก็ควบคุมตัวเองในทุกด้าน พวกเขาทำเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ที่ร่วงโรยได้ แต่มงกุฎของเราจะไม่ร่วงโรยเลย 26 ดังนั้นข้าพเจ้าไม่ได้วิ่งแข่งโดยไม่มีเป้าหมาย ข้าพเจ้าไม่ได้ต่อสู้เหมือนอย่างนักมวยที่ชกลม 27 แต่ข้าพเจ้าทุบตีร่างกายและควบคุมมันไว้ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวเองกลับเป็นคนที่ใช้การไม่ได้”
เป็นภาพที่ชัดเจนมาก การติดตามพระเยซูไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้การจดจ่อ ความบากบั่น และความตั้งใจจริง
ตอนผมอยู่ประถม เรามีงานแข่งขันกรีฑาประจำปี บ่ายวันนั้นมันรู้สึกเหมือนแข่งโอลิมปิคเลย ทุกคนอยากรู้ว่าใครจะเร็วที่สุดในห้อง เมื่อถึงเส้นชัยจะมีริบบิ้นสีน้ำเงินเส้นบางๆ เขียนว่า “อันดับ 1” และมีชื่อผู้ชนะอยู่บนนั้นด้วย
ต้นทุนในการทำริบบิ้นนั้นแทบไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าคุณชนะและได้มันมา มันกลับรู้สึกประเมินค่าไม่ได้ ไม่ใช่เพราะตัวริบบิ้นเอง แต่เป็นเพราะสิ่งที่ริบบิ้นนั้นสื่อถึงต่างหาก
ผมจำได้ถึงความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ขา การถูกล่อลวงให้วิ่งช้าลง และความชื่นชมยินดีที่ได้กัดฟันสู้กับความเจ็บปวดจนวิ่งเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ
ผู้เชื่อในเมืองโครินธ์คงจะนึกถึงการแข่งขันกีฬาอิสท์เมียน (Isthmain Games) ที่จัดขึ้นใกล้ๆเมืองของพวกเขาทันที นักกีฬาต้องฝึกซ้อมเป็นเวลาหลายเดือน พวกเขาต้องปฏิเสธตัวเองจากบางสิ่งและบอกลาความสะดวกสบาย ไม่มีใครก้าวเข้าสู่ลู่วิ่งโดยที่ไม่ได้เตรียมตัว เป้าหมายของเขาชัดเจน
เปาโลบอกว่า นั่นแหละคือภาพของการติตตามพระคริสต์
และใบบทที่ 9 เขาเชื่อมโยงวินัยเข้ากับพันธกิจโดยตรง เขาพูดถึงการสละสิทธิของตนเองเพื่อไม่ให้สิ่งใดในชีวิตไปขัดขวางข่าวประเสริฐ เขาต้องการให้ชีวิตของเขาสอดคล้องกับพระคำที่เขาสอน เขาต้องการให้ผู้คนเห็นพระเยซูอย่างชัดเจนและได้รับความรอด
สิ่งนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับสามวันที่ผ่านมาของเรา
การอดอาหารคือการฝึกซ้อม
มันเตือนเราว่าเราไม่ได้ถูกควบคุมด้วยความอยากอาหาร เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งรบกวนต่างๆในชีวิตของเรา มันทำให้เห็นว่าความสะดวกสบายสามารถก้าวเข้ามาเป็นที่หนึ่งในชีวิตเราได้เร็วแค่ไหน และมันนำเรากลับมาสู่การพึ่งพาพระเจ้า
มันตั้งคำถามที่สำคัญว่า:
ชีวิตของฉันถูกจัดวางโดยมีแผ่นดินและพันธกิจของพระเจ้าเป็นศูนย์กลางหรือมีเพื่อความสะดวกสบายของฉันเอง?
คืนนี้ เมื่อคุณออกจากการอดอาหาร ให้หยุดพักสักนิดก่อนที่จะเริ่มรับประทาน
ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงหล่อเลี้ยงคุณตลอดช่วงเวลานี้
ขอบคุณพระองค์สำหรับสิ่งที่พระองค์ได้สำแดงให้แก่คุณ
จากนั้น ให้มอบตัวคุณเองให้กับพระองค์อีกครั้ง
คุณอาจอธิษฐานว่า:
“ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เป็นของพระองค์ หากมีสิ่งใดในชีวิตที่ทำให้ข้าพระองค์ช้าลงหรือขัดขวางการแข่งขันนี้ ข้าพระองค์ขอยอมจำนนและละทิ้งสิ่งนั้น ขอทรงใช้ชีวิตของข้าพระองค์เพื่อพระสิริของพระองค์ ให้ผู้อื่นได้เห็นพระเยซูในข้าพระองค์”
นักกีฬาฝึกซ้อมเพื่อรางวัลที่ร่วงโรยไป แต่เรากำลังวิ่งเพื่อสิ่งที่เป็นนิรันดร์
รางวัลนั้นคือพระคริสต์ การได้รู้จักพระองค์ ถวายเกียรติแด่พระองค์ และสะท้อนภาพของพระองค์ เปาโลวิ่งเพื่อจะเข้าเส้นชัยอย่างสง่างาม เขามองเห็นความเป็นนิรันดร์อยู่เบื้องหน้า แต่เปาโลไม่ใช่ฮีโร่ใน 1 โครินธ์บทที่ 9
พระเยซูต่างหากที่เป็นฮีโร่
เปาโลสามารถใช้ชีวิตด้วยสองมือที่เปิดออกได้ เพราะได้เห็นพระองค์ผู้ทรงกางพระหัตถ์ออกบนไม้กางเขน
พระเยซูทรงมีสิทธิ์ทุกประการที่จะประทับอยู่ในพระสิริ ที่จะได้รับการปรนนิบัติ แต่ตามที่พระธรรมฟิลิปปีบทที่ 2 ได้บอกเรา พระองค์ทรงถ่อมลง ทรงกลายเป็นผู้รับใช้ ทรงเชื่อฟังจนถึงแก่ความตายบนไม้กางเขน ทรงแบกรับความบาป ความละอายและรับการพิพากษาที่เราสมควรได้รับ และสามวันหลังจากนั้น พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย
พระองค์ทรงวิ่งในการแข่งขันของพระองค์จนสุดปลายทาง
เพราะพระองค์ทรงทำเช่นนั้น เราจึงได้รับการอภัย ได้มีเสรีภาพ และได้มีชีวิต
เราไม่ได้วิ่งเพื่อแย่งชิงชัยชนะ พระเยซูทรงชนะแล้ว แต่เราวิ่งเพราะพระองค์ เราวิ่งเพื่อให้ชีวิตของเราถวายพระสิริแก่พระองค์และให้ผู้อื่นได้สัมผัสความรอดที่เราได้รับแล้ว
คืนนี้ เราจะกลับมาทานอาหารกันอีกครั้ง
และพรุ่งนี้ เราจะวิ่งต่อไป… ในพระกำลังของพระองค์ เพื่อพระสิริของพระองค์ และเพื่อนำความรอดมาสู่ผู้อื่น
รอคอยที่จะได้อธิษฐานร่วมกันและออกจากการอดอาหารด้วยกันเป็นครอบครัว
เจอกัน 17.00 น. ครับ
